วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เด็กสมาธิสั้น เป็นอย่างไร
เด็กสมาธิสั้น ( Hyperactive) หมายถึง เด็กที่ซนมากไม่อยู่นิ่ง แยกได้ 2 กลุ่มคือ
1. มีปัญหาเรื่องสมาธิบกพร่อง เช่น มีความลำบากในการฟังคำสั่งยาวๆ มีความลำบากในการทำงานหรือเล่นกิจกรรม อุปกรณ์การเรียนสูญหายบ่อย สนใจในสิ่งเร้าที่ไม่สำคัญ ขี้ลืม มักทำของหาย เหม่อลอย ช่างฝัน ลำบากในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมองเป็นเวลานาน
2. อาการหุนหันพลันแล่นจนขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งมีลักษณะคือ ไม่รู้จักระวังตัวเอง ลุกออกจากที่นั่งบ่อย ชอบวิ่งหรือปีนป่าย พูดคุยมากเกินไป มีความลำบากในการเล่นคนเดียว ลุกลี้ลุกลน อารมณ์ร้อนแปลี่ยนแปลงง่าย ขาดความอดทน ชอบพูดขัดจังหวะ รบกวน ช่างฟ้อง
สาเหตุส่วนใหญ่ มาจาก ลักษณะถ่ายทอดทางพันธุกรรมในเรื่องของสารเคมีในสมองหรือระบบประสาทและ สภาพแวดล้อมก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง


ดนตรีช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นได้จริงหรือ ?
ดนตรีมีประโยชน์มากมาย การฟังดนตรีทำให้เราผ่อนคลาย เพลิดเพลิน มีความสุข หากเราได้เล่นดนตรีก็ยิ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ฝังอยู่ตามกล้ามเนื้อและเซลล์ประสาทให้ออกมากับการเล่นดนตรี ทำให้อารมณ์ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ EQ สูงขึ้น
และเมื่อเด็กเรียนดนตรี เด็กจะมุ่งความสนใจไปที่เสียงดนตรีที่ตนเองสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และอยากจะเล่นดนตรีต่อไปเพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรีที่ตนเองสร้างขึ้น ช่วงความสนใจของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นทีละนิด ขี้นอยู่กับทำนองเพลงที่เด็กฝึกหัด เมื่อเริ่มแรกเด็กอาจฝึกหัดเพลงพื้นฐานสั้นๆ ช่วงความสนใจของเด็กอาจอยู่ในเวลา 1-2 นาที ลำดับต่อไปเด็กได้ฝึกเพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทีละนิด เด็กก็จะมีช่วงของความสนใจเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 นาที และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเด็กชอบและรักที่จะเล่นดนตรี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังใจที่ครูผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครองจะกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในดนตรีมากขึ้น การเสริมแรงจากครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เด็กเพิ่มความสนใจในดนตรี และจะทำให้ช่วงความสนใจของเด็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปสู่การเรียนในห้องเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ หรือการทำสิ่งต่างๆ
จากที่โรงเรียนดนตรีบ้านเก่งขิมได้สอนเด็กที่มีอาการเข้าข่ายสมาธิสั้น หรือมีช่วงความสนใจต่อสิ่งต่างๆ น้อยมาก เมื่อมาเรียนขิม เด็กหลายคนมีสมาธิดีขึ้น มีสภาวะอารมณ์ที่ดีขึ้น มีการระบายอารมณ์ออกมาในเสียงเพลงที่ตนบรรเลง ทำให้เด็กผ่อนคลายและเกิดสมาธิในการบรรเลงขิม ส่งผลให้การเรียนในห้องเรียน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ของเด็กประสบความสำเร็จมากขึ้นตามลำดับ
คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครอง จึงควรหันมามองบุตรหลานของท่านสักนิด ว่าเด็กมีอาการใกล้เคียงเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ หากใกล้เคียงควรปรึกษาแพทย์ หรือส่งเสริมให้เด็กเรียนดนตรี ศิลปะ ร้องเพลง เต้นรำหรือนั่งสมาธิ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโฆษณาที่มีภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปมารวดเร็ว เนื่องจากภาพเหล่านั้นจะไปกระตุ้นสมองทำให้เด็กมีภาวะสมาธิสั้นได้ง่าย
อาการสมาธิสั้นสามารถบำบัดรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความเอาใจใส่กับเด็ก พูดคุย ซักถาม ให้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับเด็ก ไม่ดุว่าหรือตี เพราะจะทำให้เด็กจดจำประสบการณ์ที่ไม่ดี และเด็กจะไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด เนื่องจากอาการต่างๆ มาจากความผิดปกติของสมองหรือสารเคมีของร่างกาย ซึ่งตัวเด็กเองไม่สามารถควบคุมได้ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดที่สามารถช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้นหรือหายขาดได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่


การเรียนดนตรีของเด็กกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันใน 2 ประเด็นด้วยกันคือ ประเด็นของผู้เรียน และ ประเด็นของครูผู้สอน
กล่าวคือ จากทั้ง 2 ประเด็นที่กล่าวมานั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เรียนเป็นหลัก ในประเด็นของผู้เรียนนั้น ผู้ใหญ่ส่วนมากจะมีวัตถุประสงค์ในการเรียนดนตรีดังที่ได้กล่าวมาใน เรื่อง "เริ่มเรียนขิมตอนเป็นผู้ใหญ่ จะเล่นได้หรือ?" (ในหน้าแรกของเว็บไซต์) แต่วัตถุประสงค์ในการเรียนดนตรีของเด็กที่ผู้ปกครองส่วนมากตั้งไว้จะมีดังต่อไปนี้
1.เพื่อสร้างเสริมช่วงสมาธิ
2.เพื่อลดภาวะอารมณ์รุนแรงต่างๆ เช่น โมโหง่าย ฉุนเฉียวง่าย ขี้โมโห เป็นต้น
3.เพื่อฝึกให้เด็กเป็นคนใจเย็น ไม่ใจร้อน
4.เพื่อเสริมสร้างความจำ กระตุ้นการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อในร่างกาย
5.เพื่อใช้เป็นความสามารถพิเศษ ในการเรียนต่อ การแข่งขัน การประกวดหรือการสอบชิงทุนต่างๆ
6.เพื่อสานฝันของผู้ปกครองที่อยากทำในตอนเด็กแล้วไม่มีโอกาสได้ทำ จึงให้บุตรหลานมาเรียนดนตรีแทน
7.เพื่อให้เด็กได้เปิดสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนต่างกลุ่ม
8.เพื่อให้เด็กกล้าแสดงออก
9.เพื่อให้เด็กใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
10.เพื่อให้เด็กหลีกตนเองออกมาจากการเล่นเกมส์ การดูทีวี การเล่น msn, chat เป็นเวลานานๆ
11.เพื่อพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (EQ : Emotional Quatient)
12.เพื่อฝึกความเป็นไทย รวมถึงการฝึกกิริยามารยาทอย่างไทย ซึ่งแฝงอยู่ในการเรียนดนตรีไทย

ดังนั้น ประเด็นของครูผู้สอนนั้น จึงต้องสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก (Child Center) โดยผู้สอนต้องรู้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่าวัตถุประสงค์ของผู้เรียนที่มาเรียนดนตรีนั้นคืออะไร จากนั้นผู้สอนจึงทำการสอนตามวัตถุประสงค์นั้น โดยที่ผู้สอนต้องพยายามแทรกวิธีการสอนให้ผู้เรียนได้ประโยชน์มากกว่าแค่วัตถุประสงค์ที่ผู้เรียนต้องการ กล่าวคือ หากผู้เรียนต้องการเรียนเพียงเพื่อผ่อนคลายความเครียด ผู้สอนต้องให้ผู้เรียนได้ประโยชน์อย่างอื่นเพิ่มขึ้นอีก เช่น เรียนดนตรีแล้วต้องมีสมาธิเพิ่มขึ้น ต้องใจเย็นขึ้น ต้องจัดการอารมณ์ของตนเองได้มากขึ้นเป็นต้น
สิ่งที่แตกต่างกันในการเรียนดนตรีระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการเรียนแล้ว ยังมีในเรื่องของลักษณะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
การเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเด็กจะได้เปรียบตรงที่ กล้ามเนื้อมือและการเรียนรู้ของเด็กจะสามารถพัฒนาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ เด็กสามารถบรรเลงเทคนิคต่างๆ เรียนรู้ทฤษฎี และสามารถพัฒนาฝีมือการบรรเลงได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จนวันหนึ่งเด็กอาจสามารถทำได้ดีกว่าครูด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ไม่ดีเท่าเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนรู้ทฤษฎี ข้อปฏิบัติ และรับการถ่ายทอดจากครูได้ดีกว่าเด็ก เนื่องจากผู้ใหญ่มีสมองที่ได้รับการพัฒนาแล้วจึงมีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถประยุกต์และบูรณาการความรู้ได้มากกว่าเด็ก
ดังนั้นการเริ่มเรียนดนตรีของเด็กและผู้ใหญ่ จึงมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ก็เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี "ไม่สำคัญว่าเราจะเริ่มทำสิ่งใดในตอนไหน แต่สำคัญว่าเราทำมันเต็มที่หรือยัง"
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่คนทั่วไปมองข้ามคือ ในการเรียนนั้นต้องมีทั้งผู้เรียนและครู ก็เปรียบเสมือนว่าต้องมีทั้งเครื่องรับและเครื่องส่ง หากเครื่องส่งดีมีคุณภาพ แต่เครื่องรับไม่ดี ไม่มีคุณภาพ หรือเครื่องรับดีมีคุณภาพ และเครื่องส่งไม่มีคุณภาพ ก็จะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ดังนั้น การเรียนดนตรีที่ดีและประสบผลสำเร็จสูงสุดจึงต้องหาครูที่มีคุณภาพ มีฝีมือ มีจิตวิทยาในการถ่ายทอดความรู้ออกมา และผู้เรียนก็ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ หมั่นฝึกซ้อมและพัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเรียนดนตรี เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านฝีมือ ความเข้าใจในทฤษฎีดนตรีและการแสดงออกซึ่งความสามารถของตนเอง
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนดนตรีไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือ การฝึกซ้อมและความตั้งใจ การเรียนดนตรีนั้นเป็นทักษะด้านการปฏิบัติ ดังนั้น ยิ่งซ้อม ก็ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น หากผู้เรียนยิ่งฝึกซ้อมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพัฒนาฝีมือได้มากเท่านั้น และยิ่งผู้เรียนพัฒนาขึ้นเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าครูประสบความสำเร็จในการสอนมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้เรียนสามารถพัฒนาได้เก่งมากกว่าครูผู้สอน ก็ยิ่งเป็นความสำเร็จสูงสุดอย่างแท้จริงในการเรียนดนตรีของทั้งผู้สอนและผู้เรียน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น